1. แทงค์ล้่างฟิล์ม
และรีล มี 2 แบบ คือ แบบพลาสติก และแบบสแตนเลส ซึ่งแต่ละแบบจะมีข้อดีข้อเสียต่างกัน
คือ แทงค์แบบสแตนเลสจะคุมอุณหภูมิง่ายกว่า และทำความสะอาดง่ายกว่า ส่วนแทงค์แบบพลาสติกจะดีกว่าแทงค์สแตนเลสที่ทำงานง่ายกว่า
โดยทั่วไปแล้วมักจะใช้กันตามความถนัด
แทงค์ และรีล แบบพลาสติกของ
Paterson Super System 4
2.
กระบอกตวง หรือบีกเกอร์ หรือถ้วยตวง ซึ่งมีทั้งแบบที่มีความแม่นยำหน่อย
คือ แบบทรงสูง และแบบที่ใช้กันทั่วๆไป คือ ถ้วยตวงทำขนม หรือกระบอกตวงน้ำที่ขายกันทั่วๆไป
กระบอกตวงหลักๆที่จะเ็ป็นต้องมี
คือ
1. กระบอกตวงสำหรับ น้ำยา
Developer , Stopper และ Fixer ขนาด 500 cc. หรือขนาด 1 ลิตร รวม 3 ใบ
2. กระบอกตวงละเอียด
สำหรับตวงน้ำยาเข้มข้น ( อันนี้ให้ซื้อแบบทรงสูง และละเอียดหน่อย ) 150
cc. - 500 cc. ไม่เน้นเยอะ แต่เน้นละเอียด 1 ใบ
3. กระบอกตวงใหญ่ 1.5
ลิตร หรือ 2 ลิตร ซัก 2 ใบ เอาไว้ใส่น้ำเย็น

กระบอกตวงแบบต่างๆ
3.
เทอร์โมมิเตอร์ ไว้สำหรับวัดอุณหภูมิ มีหลายรูปแบบ เช่น แบบหน้าปัด ,
แบบแท่งแก้ว และแบบ digital

เทอร์โมมิเตอร์แบบ
digital ให้ความแม่นยำสูง (ตามราคา)

เทอร์โมมิเตอร์แบบหลอดแก้ว
ราคาถูกใช้งานได้ดี แต่ต้องระวังแตก

เทอร์โมมิเตอร์แบบหน้าปัด
ใช้งานง่ายแต่ควรเอาไป calibrate ก่อนจะใช้
4.
น้ำยาที่ใช้ในการล้างฟิล์ม 4 ชนิด Developer , Stopper , Fixer , Photo-Flo

น้ำยา Developer ของบริษัทต่างๆ
เรียงจากซ้ายไปขวา Kodak T-Max , ILford ID-11 , AGFA Rodinal

น้ำยา Stopper และ
น้ำยา Fixer ของ Tetenal
5. ฟองน้ำเช็ดฟิล์ม
จะมีฟองน้ำที่ใช้ในการเช็ดฟิล์มโดยเฉพาะ ราคาค่อนข้างสูง แต่เราสามารถซื้อฟองน้ำใยสังเคราะห์มาใช้แทนก็ได้

ฟองน้ำเช็ดฟิล์ม จะต้องรักษาให้มีความชื้นตลอดเวลา
ถ้าแห้ง และกรอปจะอาจจะทำให้ฟิล์มเป็นรอยได้ง่ายๆ การรักษาความชื้นของฟองน้ำก็แ่ค่หาภาชนะที่ปิดสนิทมาใ่ส่ไว้
และเทน้ำใส่เข้าไปเล็กน้อย
6. ที่แขวนฟิล์ม
, ที่ดึงฟิล์ม , นาฬิกาจับเวลา และอุปกรณ์อื่นๆ

ที่แขวนฟิล์มแบบมีตะกั่วจะทำให้ใช้งานได้ง่ายกว่า

ที่ดึงฟิล์มออกจากกลัก
เป็นอุปกรณ์ที่มีประโยชน์มากกว่าที่เห็น :>

เพื่อความแม่นยำในการล้างฟิล์มควรใช้นาฬิกาจับเวลา
ถ้าไม่มีใช้นับเข็มวินาทีของนาฬิกาทั่วๆไปก็ได้่
กรรไกร , กล่องไฟ ,
Loupe และซองฟิล์ม เป็นอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้

ซองฟิล์มมีทั้งแบบพลาสติก
และแบบกระดาษ
อุปกรณ์หลายอย่างหาซื้อได้ในซุปเปอร์มาร์เก็ตใหญ่้ๆครับ
ไม่้ต้องไปซื้อของยี่ห้อที่ใช้ในการล้างฟิล์มโดยเฉพาะก็ได้ เช่น กระบอกตวง
, เทอร์โมมิเตอร์ , ฟองน้ำเช็ดฟิล์ม หรือที่แขวนฟิล์ม
ขั้นตอนการล้างฟิล์ม

เตรียมอุปกรณ์ต่างๆให้พร้อม
1.
โหลดฟิล์มเข้าในรีล
ขั้นตอนนี้จำเป็นที่จะต้องทำในที่ๆมืดสนิท
และจะต้องอาศัยความชำนาญพอสมควร อยากจะให้ลองเอาฟิล์มที่เสียๆ แล้ว
1 ม้วน ลองหัด load ฟิล์มใส่รีลให้เก่งซะก่อน การฝึกโหลดฟิล์มใส่รีลควรที่จะหลับตาขณะที่ฝึกด้วย
ดึงหางฟิล์มออกจากกลัก
ตัดหัวฟิล์มออก

แต่งหัวฟิล์ม ให้โค้งเพื่อลดการติดขัดเวลาโหลดฟิล์มเข้ารีล

สำหรับมือใหม่สามารถใส่ค้างไว้ในรูปนี้ก่อนปิดไฟ

หลังจากโหลดเสร็จก็ใช้กรรไกรตัดฟิล์ม
และใส่แทงค์ ปิดฝาให้เีรียบร้อย
หลังจากที่โหลดฟิล์มใส่รีลเรียบร้อยแล้วก็ให้เอาฟิล์มที่โหลดแล้วใส่แทงค์
ปิดฝาให้เรียบร้อย โดยมีข้อควรระวังอยู่ 2 ข้อ คือ
1. ควรตรวจสอบอุปกรณ์ของแทงค์ทุกชิ้นก่อนที่จะเริ่มโหลดฟิล์มว่าอยู่ครบ
2. ควรตรวจสอบรีล และแทงค์ว่าสะอาด
แห้งสนิท เพราะการที่รีลเปียกน้ำเพียงเล็กน้อยจะทำให้ฟิล์มติด และยับได้
2. ผสมน้ำเย็น

การผสมน้ำเย็น จะต้องผสมให้อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูิมิที่ใช้งานเล็กน้อย
เช่น ถ้าเราจะล้างฟิล์มที่อุณหภูมิ 20 องศา ก็จะผสมน้ำเย็นที่ 18 -
18.5 องศา การผสมให้เย็นกว่้าเล็กน้อย เพื่อที่จะเผื่อการสูญเสียความเย็นให้กับอุณหภูิิมิห้อง
และภาชนะต่างๆ ในกรณีที่ห้องเปิดแอร์ ก็อาจจะไม่จำเป็นที่จะต้องเผื่ออุณหภูมิไว้เยอะจนเกินไป
อาจจะผสมน้ำเย็นที่ 19 องศา เลยก็ได้
ส่วนปริมาณน้ำเย็นที่จะใช้จะขึ้นอยู่กับจำนวนฟิล์มที่ล้าง
โดยทั่วไปแล้ว ฟิล์ม 135 จะใช้น้ำเย็นประมาณ 1200 cc. ต่อ 1 ม้วน 120
จะใช้ 2000 cc. ต่อ 1 ม้วน เพราะฉะนั้นผสมไว้ให้พอดี จะได้ไม่ต้องเสียเวลาผสมใหม่
3. ผสมน้ำยา Developer
การผสมน้ำยา Developer นั้น จะผสมตามสัดส่วนที่ทางบริษัทผู้ผลิตกำหนดไว้เป็นหลัก
การกำหนดโดยทั่วไปจะกำหนดเป็นตัวเลข อยู่ข้างขวด เช่น 1+4 ซึ่งตรงนี้
หมายถึง จะต้องใช้น้ำยาเข้มข้น 1 ส่วน กับ น้ำ 4 ส่วน เพื่อที่จะได้น้ำยาทั้งหมด
5 ส่วน สมมุติว่าเราใช้น้ำยา 300 cc. เราก็จะใช้น้ำยาเข้มข้น 1 ส่วน
หรือเท่ากับ 60 cc. กับน้ำ 4 ส่วน หรือเท่ากับ 240 cc. เพื่อที่จะได้น้ำยาทั้งหมด
300 cc.

ข้างขวดน้ำยา จะให้ข้อมูลการใช้น้ำยาตัวนั้นๆอย่างละเอียด
ควรที่จะอ่านให้ละเอียดก่อนนำไปใช้งาน
ตารางเพื่อความสะดวกในการผสมน้ำยา
สำหรับฟิล์ม 135 1 ม้วน และแทงค์ที่ใช้น้ำยา 300 cc.
| สัดส่วนน้ำยา |
น้ำยาเข้มข้นที่ใช้
(cc.) |
น้ำเย็นที่ใช้
(cc.) |
| 1+4 |
60 |
240 |
| 1+5 |
50 |
250 |
| 1+7 |
37.5 |
262.5 |
| 1+9 |
30 |
270 |

ใต้แทงค์มักมีข้อมูลเกี่ยวกับปริมาณน้ำยาที่ต้องใช้สำหรับฟิล์มขนาดต่างๆ
การผสมน้ำยาำจะเริ่มโดยการเทน้ำยาเข้มข้นลงในกระบอกตวงตามปริมาณที่จะใช้
และ เติมน้ำเย็นที่ผสมไว้ลงไปจนได้ปริมาณน้ำยา Developer ที่ต้องการ
เช่น หากจะล้างฟิล์ม 1 ม้วน จะใช้น้ำยา
300 cc. และสัดส่วนน้ำยา คือ 1+4 จะเริ่มผสมโดยการตวงน้ำยาเข้มข้นให้ได้
60 cc. ก่อน ( คิดได้จาก 300 / (1+4) = 60 ) โดยใช้กระบอกตวงทรงสูงเพื่อความแม่นยำ
จากนั้นนำน้ำเย็นที่เตรียมไว้เทลงไปในกระบอกตวงสำหรับน้ำยา Developer
จนครบ 300 cc. และเทไปพักไว้ในกระบอกตวงสำหรับน้ำยา developer
การผสมน้ำยาจะต้องทำอย่างรวดเร็วหน่อย
เพราะเวลาที่ผ่านไปหมายถึงอุณหภูมิที่เปลี่ยนไปเรื่อยๆด้วย เพราะฉะนั้นควรที่จะเตรียมของให้ครบไว้ก่อนเสมอ
4. ผสมน้ำยา Stopper
โดยทั่วไปจะใช้ กรดส้ม หรือ Acitic
Acid ซึ่งราคาถูกแต่มีกลิ่นฉุนมากๆ ทำให้ Kodak และTetenal ออกน้ำยา
Stopper ออกมา ซึ่งมีกลิ่นน้อยกว่า แต่ก็ราคาสูงกว่ามาก
การผสมน้ำยา Stopper ชนิด Acitic
Acid จะต้องทำอย่างระมัดระวัง เพราะน้ำยาเป็นกรดอย่างเข้มข้น การผสมจะใช้สัดส่วน
น้ำ 1000 cc. ต่อ Acitic Acid 15 cc. วิธีการผสมจะต้องตวงน้ำเย็นให้ได้ตามที่ต้องการก่อน
และเท Acitic Acid ลงไปอย่างช้าๆ แล้วค่อยๆคนจนเข้ากัน
ส่วนการผสมน้ำยา Stopper ของยี่ห้อต่างๆ
ที่ไม่ใช้ Acitic Acid ก็ทำตามขั้นตอนเหมือนๆกับ Developer แต่ เปลี่ยนที่
ตัวน้ำยาเข้มข้น และสัดส่วนของน้ำยาที่ใช้
เช่น ถ้าต้องการล้างฟิล์ม 135 จำนวน
1 ม้วน จะต้องใช้น้ำยาทั้งหมด 300 cc. ใช้น้ำยา Stopper เข้มข้นยี่ห้อ
Tetenal ซึ่งมี อัตราส่วนการผสมอยู่ที่ 1+19 เพราะฉะนั้น การผสมจะต้องตวงน้ำยาให้ได้
15 cc. จากนั้นนำน้ำเย็นที่เตรียมไว้เทลงไปใน กระบอกตวงสำหรับน้ำยา
Stopper จนครบ 300 cc. และเทไปพักไว้ในกระบอกตวงสำหรับน้ำยา Stopper
5. ผสมน้ำยา Fixer
การผสมน้ำยา Fixer ทำเหมือนๆกับการผสมน้ำยา
Developer และ Stopper เพียงแต่ Fixer ส่วนใหญ่มีกลิ่งที่รุนแรงกว่า
(น้อยกว่า Acitic Acid) เพราะฉะนั้น ควรที่จะระวังเรื่องการสูดดมหน่อย
ยกตัวอย่าง
เช่น ถ้าต้องการล้างฟิล์ม 135 จำนวน
1 ม้วน จะต้องใช้น้ำยาทั้งหมด 300 cc. ใช้น้ำยา Fixer เข้มข้นยี่ห้อ
Tetenal ซึ่งมี อัตราส่วนการผสมอยู่ที่ 1+9 เพราะฉะนั้น การผสมจะต้องตวงน้ำยาให้ได้
30 cc. จากนั้น เทไปพักไว้ในกระบอกตวงสำหรับน้ำยา Fixer จากนั้นนำน้ำเย็นที่เตรียมไว้เทลงไปในกระบอกตวงสำหรับน้ำยา
Fixer จนครบ 300 cc.
6. ผสมน้ำเย็น Pre-wash
มาถึงตรงนี้ เราจะมีแทงค์ที่ใส่ฟิล์มรอล้าง
กับน้ำยาอีก 3 กระบอก คือ Developer , Stopper และ Fixer เราจะเริ่มล้างฟิล์ม
โดย การใช้น้ำเย็นที่เหลือปรับอุณหภูมิลงอีกเล็กน้อย โดยการใส่น้ำเย็นเพิ่มลงไปเพื่อลดอุณหภูมิลงไปอีกซัก
1 องศา
การ Pre-wash ทำเพื่อเตรียมความพร้อมของฟิล์มที่จะล้าง
คือ
1. ปรับอุณหภูมิของฟิล์ม และแทงค์ที่จะล้างให้ได้อุณหภูมิตามที่จะใช้
เพราะแทงค์จะมีอุณหภูมิสูงกว่าน้ำยา หากไ่่ม่มีการปรับลดอุณหภูมิลงไป
เืมื่อเทน้ำยาใส่ลงไปจะทำให้น้ำยามีอุณหภูมิสูงขึ้น และอาจทำให้ฟิล์มมีเกรนที่ไม่สมบูรณ์
2. ล้างเศษผงที่ติดอยู่ในแทงค์ และผิวฟิล์มออกไปให้เหลือน้อยที่สุด
3. ทำให้เนื้่อฟิล์มเปียก เพื่อที่จะให้โดนน้ำยาให้สม่ำเสมอ
เวลาเทน้ำยาลงไป

จากซ้ายไปขวา่ Pre-wash
, Developer , Stopper , Fixer
7. เริ่มการล้างฟิล์ม

เริ่มด้วยการเทน้ำเย็น
Pre-wash ลงไปในแทงค์ โดยใช้เวลาประมาณ 30 วินาที - 1 นาที เขย่าเบาๆ
แล้วเทออก

เทน้ำยา Developer
ลงไป เขย่า 15 วินาทีแรก แล้ววางลง

การเขย่าที่ดีควรให้น้ำยามีการหมุนเวียนมากที่สุดด้วย
แทงค์ควรเป็นแทงค์ที่สามารถปิดสนิท เพราะจะทำให้น้ำยาไม่หกเลอะเทอะเวลาเขย่า

จากนั้น เขย่าทุกๆ
30 วินาที โดยการเขย่า 1 ครั้ง จะต้องเขย่าเป็นเวลา 5 วินาที ทำซ้ำไปเรื่อยๆจบครบเวลาล้างฟิล์มที่ต้องการ
ถ้าใช้นาฬิกาเข็มก็ให้นับเข็มวินาทีเอา ถ้าเข็มวินาทีถึงเลข 12 ก็เขย่าไป
5 วินาที แล้ววางลงจากนั้นรอจนเข็มวินาทีถึงเลข 30 ก็เขย่าไปอีก 5
วินาที แล้ววางลง ทำซ้ำไปเรื่อยๆ จนครบเวลาที่ใช้ล้างฟิล์ม
พอครบเวลาแล้ว ก็ให้เทน้ำยาออก
โดยเวลาล้างฟิล์มที่ต้องการจะเป็นเวลาเฉพาะที่ไม่เท่ากัน
ขึ้นอยู่กับชนิดของฟิล์ม และชนิดของน้ำยาที่ใช้ โดยส่วนมากจะมีรายละเอียดเรื่องเวลาการล้างฟิล์มอยู่ข้างในกล่องฟิล์ม
ซึ่งในขั้นแรกให้เชื่อในกล่องฟิล์มไปก่อน หากเริ่มเข้าที่เข้าทางแล้วค่อยปรับเวลาให้เป็นของตัวเอง

เทน้ำยา Stopper
ลงไปในแทงค์ เขย่าตลอด โดยใช้เวลาประมาณ 30 วินาที - 1 นาที แล้วเทออก
เทน้ำยา Fixer ลงไป
เขย่า 30 วินาทีแรก แล้ววางลง จากนั้นเขย่าทุกๆ 30 วินาที โดยการเขย่า
1 ครั้ง จะต้องเขย่าเป็นเวลา 5 วินาที ทำซ้ำไปเรื่อยๆจนครบเวลาล้างฟิล์มที่ต้องการซึ่งโดยทั่วๆไปจะยึดที่
ประมาณ 6 - 8 นาที จากนั้นเทน้ำยาออก เป็นอันเสร็จสิ้นการล้างฟิล์ม
มาถึงตอนนี้ภาพก็จะปรากฏบนฟิล์มเป็นที่เรียบร้อย
และเปิดให้ฟิล์มโดนแสงได้

ฟิล์มที่ผ่านน้ำยา
Fixer เรียบร้อยแล้ว เอามารันน้ำโดยการเปิดน้ำให้ไหลผ่านฟิล์มไปเรื่อยๆเป็นเวลา
30 - 60 นาที
เพื่อชะล้างน้ำยา
และสารเคมีที่หลงเหลือออกให้หมด

หลังจากรันน้ำเสร็จ ฟิล์มที่ได้จะต้องผ่านน้ำยาตัวสุดท้าย
คือ Photo-Flo โดยการเทน้ำสะอาดให้ท่วมฟิล์ม และหยด Photo-Flo ลงไปเล็กน้อย
( สัดส่วนของ Photo-Flo คือ 1:200 ทำให้ใช้ Photo-Flo น้อยมาก ก็เลยใช้กะๆเอา)
แช่ไว้ซัก 1 นาที
จากนั้นนำฟิล์มออกจากรีล
ใช้ที่หนีบฟิล์มหนีบหัวท้ายของฟิล์ม และใช้ฟองน้ำเช็ดฟิล์มเช็ดน้ำออกเบาๆ
อย่ากดแรงเกินไปโดยเด็ดขาด เพราะจะทำให้ฟิล์มเป็นรอย หลังจากนั้นก็นำไปตากให้แห้งในที่ไม่มีลม
และฝุ่น
จากนั้นก็นำมาตัดใส่ซองฟิล์มเป็นขั้นตอนสุดท้าย

ฟิล์มที่ล้างเสร็จ และตัดใส่ซองฟิล์มเรียบร้อยแล้ว
จากนั้นลองไปทำความเข้าใจ factor เบื้องต้นในการล้างฟิล์มที่
เคล็ดไม่ลับของการล้างฟิล์ม