Available in Thai Language only

หากสงสัย , ต้องการถามเกี่ยวกับบทความ หรือ ต้องการทราบเรื่องอะไรเป็นพิเศษ click

เคล็ดไม่ลับของการล้างฟิล์ม

การล้างฟิล์มขาวดำเบื้องต้น

การอัดรูปขาวดำเบื้องต้น

กระดาษอัดภาพ

ความหมายของคำว่า Zone system

การวัดแสงระบบ Zone system

การใช้งาน Stouffer Step Wedge

 

เทคนิคการอัดภาพขาวดำเบื้องต้น ภาค 1

เทคนิคการอัดภาพขาวดำเบื้องต้น ภาค 2

Filter กับ การถ่ายภาพขาวดำ

Density

Lens Test

Compatibility of Konica Hexar RF and Leica M lenses

 

การอัดภาพเบื้องต้น

อุปกรณ์การอัดภาพเบื้องต้นที่ควรรู้จัก คือ

เครื่องอัดภาพ

เครื่องอัดภาพที่ใช้กันทั่วๆไปมี 2 แบบ คือ แบบ Condenser และแบบ Diffused-Light ซึ่งการเลือกใช้งานจะดูเรื่องความแ็ข็งแรง และระบบของเครื่องเป็นหลัก

เครื่องอัดแบบ Condenser เป็นเครื่องอัดที่ได้รับความนิยมทั่วๆไป การทำงานจะใช้หลอดไฟ 1 หลอด ขนาด 100 - 150 watt. เป็นแหล่งแสง ฉายผ่านเลนส์รวมแสง 1 หรือ 2 ชิ้น จากนั้นแสงก็จะวิ่งผ่านฟิล์มเป็นเส้นตรง ทำให้เครื่องอัดประเภท Condensor จะให้ภาพที่มีความเปรียบต่างสูง ความคมชัดสูง และทำให้เห็นตำหนิของฟิล์มมากกว่าเครื่องอัดแบบ Diffused Light เช่น รอยขนแมวบนฟิล์ม เนื้อเกรน ฯลฯ โดยส่วนมากเครื่องอัดแบบ Condensor จะใช้หลอดไฟแบบหลอดไส้ ซึ่งหลอดไส้จะมีอายุการทำงานจำกัด และมีกำลังไปตกไปเรื่อยๆตามอายุ เพราะฉะนั้น ถ้าหลอดไฟเริ่มเสื่อม ก็ให้เปลี่ยนหลอดไฟใหม่ได้เลย ไม่ต้องรอให้ขาด

เครื่องอัดแบบ Diffused Light เป็นเครื่องอัดที่ใช้หลอดไฟ Halogen หลอดไส้ หรือหลอด Cold Light ส่องแสงเข้าไปในกล่องกระจายแสง จากนั้นค่อยส่องผ่านฟิล์ม ซึ่งแสงที่ตกลงมาผ่านฟิล์มจะมีคุณภาพที่แตกต่างจากแบบ Condensor คือ แสงที่ผ่านฟิล์มจะมีความนุ่มนวลกว่า ทำให้แสดงรายละเอียดจากฟิล์มได้มากกว่า และความร้อนลงสู่ฟิล์มน้อยกว่า

ความร้อนที่ส่งผ่านฟิล์มจะทำให้ฟิล์มงอ และทำให้ภาพที่ได้มีจุดโฟกัสของภาพผิดไป โดยทั่วๆไปแล้ว การเิปิดหัวไฟทิ้งไว้ไม่ควรเปิดเกิน 3-5 นาที เพราะหัวไฟจะร้อนมาก อาจจะทำให้เครื่องอัด หรือฟิล์มเสียหายไ้ด้

 

Timer

มี 2 แบบหลักๆ คือ แบบ Digital และแบบ Analog ถ้าเป็นไปได้อยากให้เลือกแบบที่เป็น Digital เพราะให้่ความแม่นยำสูงกว่า โดย Timer มีหน้าที่ในการควบคุม ระยะเวลาฉายแสงของการอัดภาพ และใช้คุมเวลาในการเผา การบัง และการ Flashing ซึ่งหลายๆครั้ง การคุมเวลาอาจจะลงละเอียดถึง 0.1 หรือ 0.2 วินาที จึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องใช้ Digital Timer เข้ามาคุมเวลาการฉายแสง

 

 

เลนส์อัดภาพ

เลนส์อัดภาพจะอยู่มีหลายแบบ การเลือกเลนส์อัดจะเลือกจากทางยาวโฟกัส และ Image Circle ของเลนส์แต่ละตัว

โดยทั่วไปเลนส์อัดภาพที่ใช้จะใช้ตามเลนส์ Normal ของฟิล์ม Format นั้นๆ เช่น ฟิล์ม 135 ใช้เลนส์ 50 mm. , ฟิล์ม 120 (6x6) ใช้เลนส์ 80 mm. , ฟิล์ม 4x5 ใช้เลนส์ 150 mm. เป็นต้น แต่เลนส์อัดภาพก็เหมือนกับเลนส์ถ่ายรูป มีทั้ง Wide และ Tele เช่น เลนส์ 75 mm. ของ Rodenstock บางตัวจะใช้ได้กับฟิล์ม 135 เท่านั้น เพราะ Image Circle ไม่พอสำหรับฟิล์ม 120 โดย เลนส์ Wide จะมีไว้เพื่อให้ภาพที่ใหญ่ขึ้นโดยที่ไม่จำเป็นต้องยกหัวสูงมากนัก ซึ่งตรงกันข้ามกับเลนส์ Tele คือ ภาพที่ได้ จะเล็กกว่าเลนส์ Normal ใช้สำหรับการอัดรูปเล็กๆ โดยไม่จำเป็นต้องตั้งหัวอัดให้ต่ำมากเกินไป ซึ่งจะทำให้การทำงานยาก

เมื่อใส่ Negative และเปิดหัวไฟฉายภาพแล้ว ภาพที่ได้จะต้องเต็มภาพ หากภาพที่ได้สว่างเพีัยงส่วนกลางภาพ แปลว่า เลนส์ที่ใช้มี Image Circle ไม่พอสำหรับฟิล์ม Format นั้นๆ เช่น ภาพด้านซ้าย คือ ภาพที่ฉายจากเลนส์ที่มี Image Circle พอสำหรับฟิล์ม 6x6 ส่วนภาพด้านขวา คือ ภาพที่ฉายจากเลนส์ที่มี Image Circle พอสำหรับฟิล์ม 135 แต่ไม่พอสำหรับฟิล์ม Format 120

เพราะฉะนั้นการเลือกซื้อเลนส์อัดต้องคำนึงอยู่ 2 ประการ คือ ทางยาวโฟกัสที่เหมาะสม และ Image Circle ของเลนส์

 

 

Negative Carrier

Negative Carrier เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ใส่ฟิล์มลงในเครื่องอัด โดยทั่วๆไป จะเป็นแบบแผ่นโลหะ 2 แผ่น ซึ่งเจาะรูตรงกลางเท่ากับขนาดของภาพบนฟิล์ม หลายๆยี่ห้อจะมีกระจกประกบฟิล์ม 2 แผ่น ซึ่งมีข้อดี คือ ฟิล์มจะไม่โก่งงอเวลาอยู่ในเครื่องอัด แต่มีข้อเสีย คือ ฝุ่น และ Newton-Ring เพราะกระจกที่เพิ่มขึ้น 2 แผ่น ซึ่งเป็นการเพิ่มที่เก็บฝุ่นเข้าไปด้วย ส่วน Newton-Ring เป็นผลที่เกิดจากช่องห่างที่เล็กมากๆระหว่างฟิล์ม กับแผ่นกระจกเรียบๆ และความชื้น ทำให้ภาพที่่อัดออกมาจะมีคราบเหมือนวงของน้ำมันที่ลอยอยู่ในน้ำ ซึ่งอาจจะเกิดที่เดิม หรือเกิดที่ใหม่ หรืออาจจะำำไม่เกิด แล้วแต่ความโก่งตัวของฟิืล์ม และความชื้นที่เกิดขึ้นในขณะนั้น

ผมแนะนำว่าถ้าฟิล์ม Format 135 , 120 , 4x5 น่าจะใช้ Negative Carrier แบบไม่มีกระจกดีกว่า

Anti-Newton-Ring Glass เป็นกระจกที่ลดการเกิด Newton-Ring ซึ่งใช้งานได้ผลดี แต่จะเกิดลายกระจกซึ่งคล้ายๆกับลายผ้าเป็นบางครั้ง (เห็นน้อยมากๆ แต่ก็ไม่ค่อยชอบใช้ครับ)

 

Easel ( อีเซล )

อีเซล เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการจับกระดาษในการอัดภาพ อีเซลทั่วๆไปจะมีขาที่ปรับได้ 2 ขา เพื่อปรับใช้สำหรับกระดาษขนาดต่างๆ การเลือกอีเซล ควรเลือกแบบที่พื้นเป็นสีขาว เพราะจะง่ายต่อการจัดภาพก่อนอัด และเลือกให้แข็งแรงพอสมควร

 

ยางเป่าฝุ่น

เป็นอุปกรณ์สำคัญมากๆที่ขาดไม่ได้ เพราะการอัดรูปมักจะมีฝุ่นติดอยู่ตาม เลนส์ ฟิล์ม หรือ Negative Carrier ทำให้ภาพที่ได้มีจุดขาวๆ การเป่าฝุ่นทุกๆครั้งก่อนเริ่มอัดภาพแต่ละใบจึงมีความจำเป็น มิฉะนั้นเป็นไปได้สูงว่าจะต้องอัดภาพใบเดิมซ้ำๆ เพราะภาพที่ได้มีจุดสีขาวๆที่เกิดจากฝุ่น

 

ถาดใส่น้ำยาอัดภาพ และกระบอกตวงน้ำ-น้ำยา

การเลือกซื้อถาดน้ำยาจะขึ้นอยู่กับขนาดของกระดาษที่ใช้ โดยทั่วๆไปจะมีขายขนาด 5x7 นิ้ว 8x10 นิ้ว 12x16 นิ้ว และ 20x24 นิ้ว แต่ ถาดที่ใช้ในการอัดรูปนั้นมีราคาสูงพอสมควร เราสามารถซื้อถาดพลาสติกทั่วๆไปที่ราคาไม่สูงมากจากห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆ มาใช้ได้ โดยควรเลือกให้ ถาดพลาสติกมีความแข็งแรงพอสมควร เพราะเวลาใส่น้ำยาในถาดแล้วถาดจะหนักมาก ถ้าไม่แข็งแรงพออาจจะทำให้น้ำยาหกเลอะเทอะ เนื่องจากการบิดตัวของถาด และถาดที่ใช้ไม่ควรเป็นโลหะ หรือแก้ว ควรเลือกใช้ถาดพลาสติกเท่าั้นั้น เนื่องจากการทำความสะอาด น้ำหนักถาด และปฏิกริยาเคมี ข้อเสียของถาดที่ไม่ใช้ถาดสำหรับอัดภาพ โดยเฉพาะ คือ ผิวที่ก้นถาดจะเรียบสนิท ทำให้กระดาษสามารถลงไปติดกับด้านล่างถาดได้ เพราะฉะนั้น ถ้าใช้ถาดที่หาซื้อเองควรที่จะระวังในเรื่องนี้ด้วย

ส่วนกระบอกตวงน้ำ-น้ำยา สามารถหาซื้อได้ทั่วๆไปตามห้างสรรพสินค้าใหญ่ๆควรจะซื้อแบบ 1.5 ลิตร ไว้ซัก 4 ชิ้น สำหรับ น้ำเย็น , Developer , Stopper และ Fixer

 

น้ำยาอัดภาพ

น้ำยาอัดภาพจะมีทั้งหมด 3 ตัวหลัก คือ Developer , Stopper และ Fixer ซึ่งทั้ง Stopper และ Fixer จะเป็นตัวเดียวกับที่ใช้ในการล้างฟิล์ม

Developer จะเป็นน้ำยาเฉพาะที่ใช้กับกระดาษ สามารถนำไปใช้กับฟิล์มได้ แต่ไม่ควร เพราะคุณภาพจะไม่ดีนัก และใช้เวลาในการ Developer สั้นเกินไป การใช้งานจะผสมตามสัดส่วนของผู้ผลิต สิ่งที่ควรระวัง คือ น้ำยา Developer จะมีอายุประมาณ 6 เดือน หลังจากเปิดฝา เพราะฉะนั้น ควรที่จะจดวันที่ ที่เริ่มใช้ไว้ที่ขวดด้วย หรือไม่ก็หมั่้นสังเกตสีของน้ำยาว่ามีสีที่ผิดปรกติไปไหม โดยทั่วๆไปน้ำยาเข้มข้นจะมีสีใส ถ้าเปลี่ยนเป็นสีเหลืองออกส้ม แสดงว่าน้ำยาเก็บไว้นานเกินไปแล้ว

Stopper ที่ใช้ในการอัดภาพทั่วๆไปก็จะเหมือนกับฟิล์ม คือ มี 2 ชนิด แบบ Acitic Acid และน้ำยาสำเร็จรูป การใช้งานสำหรับ Acitic Acid คือ น้ำ 1000 cc. ผสมกับ Acitic Acid 15 cc. ส่วนน้ำยา Stopper แบบสำเร็จรูปจะผสมตามสัดส่วนที่ผู้ผลิตกำหนด

Fixer เป็นน้ำยาตัวเดียวกับที่ใช้ในการล้างฟิล์ม การใช้งานจะต้องนำไปผสมตามสัดส่วนของบริษัทผู้ผลิตที่บอกไว้ ข้อควรระวังของ Fixer คือ กลิ่น เพราะ Fixer ส่วนมากมีสูตรเคมีไม่ต่างกันมาก มีสารหลักเหมือนๆกัน และมีกลิ่นแรงเหมือนๆกัน เวลานำรูปขนาดใหญ่ลง Fixer ให้กลั้นหายใจไว้เล็กน้อย หรือหาผ้าปิดจมูกไว้หน่อยก็ดี และอย่าให้กระเด็นโดนเสื้อผ้าเด็ดขาด เพราะจะทำให้เสื้อเสีย ทางที่ดีหาผ้ากันเปื้อนมาสักผืนดีกว่า

 

 

เกรนโฟกัสเซอร์

เกรนโฟกัสเซอร์ เป็นอุปกรณ์ที่ใช้มองว่าภาพที่ฉากลงบนกระดาษคมชัดหรือไม่ โดยภาพการใช้เกรนโฟกัสเซอร์สำหรับมือใหม่อาจจะดูยากซักนิดนะครับ ภาพที่เห็นจากเกรนโฟกัสเซอร์จะเป็นภาพฉายของฟิล์ม Negative ที่มีกำลังขยายมาก ทำให้ภาพที่เห็นจะเห็นเฉพาะเม็ดเกรนเท่านั้น ไม่ได้เห็นเป็นภาพ เวลาโฟกัส ก็ปรับภาพของเม็ดเกรนให้ชัด

ภาพที่เห็นผ่านเกรนโฟกัสเซอร์

 

 

Safe Light

เป็นอุปกรณ์ ที่สำคัญมากๆ เพราะถ้าไม่มีแล้ว จะทำให้ทำงานได้อย่างลำบากมากๆครับ โดยปรกติ จะซื้อเป็นแบบโคม Safe Light เป็นชุดเลย หรือจะซื้ิิอแบบเป็นหลอด Safe Light มาใส่กับโคมก็ได้ครับ โดย Safe Light จะต้องได้มาตราฐานหน่อย ไม่ควรทำเอง เช่น ใช้กระดาษสีแดงๆมาห่อ เพราะกระดาษอัดรูปอาจจะ fog แสง Safe Light ได้ง่ายๆครับ ถ้า Safe Light ไม่ได้มาตราฐาน

การทดสอบเพื่อตรวจสอบว่า Safe Light ดีพอที่จะใช้งานหรือไม่ ทำได้โดยการเอากระดาษอัดรูปที่ใช้อยู่ประจำมาตัดเป็นแผ่นซัก 3-4 แผ่น และนำไปไว้ในส่วนที่โดนแสงSafe Light (ที่ติดตั้งตามปรกติ) จากนั้นนำเหรียญบาทวางทับไว้ซัก 0.5 , 1 และ 3 นาที จากนั้นนำกระดาษอัดรูปไปลงน้ำยาการอัดรูปตามปรกติ จากนั้นก็นำมาตรวจสอบว่า กระดาษมีการ Fog แสงหรือไม่ มากน้อยเพียงใด

จากซ้ายไปขวา ไม่มีการ Fog , มีการ Fog , มีการ Fog มากเกินไป

ถ้าการ Fog แสงมีไม่มากนักในแผ่นที่วางไว้ 3 นาที ก็ถือว่าดีมาก แต่ถ้ามีมากก็ให้คำนึงไว้ตลอดเวลาว่า แสง Safe Light หรือสภาพแสงในห้อง ไม่ดีนักจะต้องระวังให้ช่วงเวลาของการหยิบกระดาษอัดรูปออกจากซองถึงการนำกระดาษลงน้ำยาให้มีไม่มากนัก มิฉะนั้นโอกาสที่ภาพจะเกิดการ Fog แสง Safe Light นั้นเป็นไปได้มาก หากเป็นมากตั้งแต่ 0.5 - 1 นาที ควรตรวจสอบแสงสว่างที่รั่วจากภายนอก หรือควรตรวจสอบ Safe Light ว่ามีสิ่งใดผิดพลาดหรือไม่

 

นาฬิกาจับเวลาถอยหลัง

นาฬิกาจับเวลาถอยหลัง หาซื้อได้ตามคลองถม หรือร้านขายนาฬิกาทั่วๆไป ข้อแนะนำของการใช้งาน คือ ควรห่อพลาสติกชนิดใสไว้ เนื่องจากการใช้งานบางครั้งมืออาจจะเปียก หรืออาจจะมีน้ำยาหกใส่ทำให้เสียหายได้ ( ผมเสียมาแล้ว 3 อัน ) ถ้าหาซื้อไม่ได้แนะนำให้หานาฬิกาแขวน เรือนใหญ่ๆ มาทาสารเรืองแสงที่เข็มวินาที และใช้นับวินาทีเอาก็ได้ครับ

นาฬิกาที่ทาสารเรืองแสงไว้ที่เข็มวินาที

 

อุปกรณ์ือื่นๆ

กล่องไฟ Loupe ถังขยะ ผ้าสะอาดเยอะๆ ใบปาดน้ำ ไดร์เป่าผม ฯลฯ

 

ห้องมืด

ห้องมืดที่ดี อย่างแรกเลย คือ ต้องมืดสนิท แต่หลายๆคนมีอุปสรรคเรื่องนี้มากพอสมควร เพราะส่วนมากจะใช้ห้องที่มีอยู่ดัดแปลงมาทำห้องมืด ซึ่งถ้าต้องการจะให้มืดสนิทนั้นค่อนข้างจะทำได้ยาก ทำให้โดยทั่วๆไปแล้ว ห้องมืดที่ใช้ไม่ค่อยมืดสนิทกัน ซึ่งในความเป็นจริง ห้องที่ไม่มืดสนิทนั้นพอที่จะใช้งานได้ สิ่งที่ำสำคัญ คือ กระดาษที่ใช้ Fog มากน้อยแค่ไหน และนานแค่ไหนกว่าจะ Fog เป็นตัวกำหนดว่า ห้องมืดนั้น มืดพอที่จะใช้งานได้ไหม เพราะฉะนั้น ควรที่จะทดสอบก่อนใช้งานจริงๆ มิฉะนั้นอาจจะได้ภาพที่ออกตุ่นๆ ตลาดเวลาก็ได้

ห้องมืดที่ดีควรมีคุณสมบัติ ดังนี้

1. มืดสนิท เมื่อปิด Safe Light เมื่อ เวลาเปิด Safe Light จะต้องสว่างมากที่ที่จะเห็นรอบๆห้องได้

2. ไม่มีสิ่งสะท้อนแสงในห้องมากเกินไปนัก

3. มีระบบระบายอากาศที่ดี

4. มีระบบทำความเย็น

5. มีระบบน้ำเข้า , ระบบกรองน้ำ และ ระบบระบายน้ำที่ดี

6. แยกส่วนแห้ง และส่วนเีปียก

โดยห้องมืดจะมี 2 ส่วนหลักๆ คือ ส่วนแห้ง และส่วนเปียก

ส่วนแห้ง จะเป็นส่วนของการฉายภาพลงกระดาษอัดรูป

ส่วนเปียก จะเป็นส่วนของการน้ำกระดาษที่ฉายแสงแล้วมาลงน้ำยา และผ่านขั้นตอนทางน้ำยาเคมี

ถ้า 2 ส่วนนี้อยู่ใกล้กันมากเกินไป อาจจะทำให้น้ำกระเด็นมาโดนอุปกรณ์ของส่วนแห้ง ซึ่งจะทำให้เกิดการผิดพลาดของการอัดรูปได้ง่ายๆ เพราะฉะนั้น เวลาทำห้องมืดควรที่จะแยก 2 ส่วนนี้ออกจากกัน ให้มีระยะห่างพอสมควร เพื่อป้องกันความผิดพลาดที่อาจจะเกิดขึ้นได้

ขั้นตอนการอัดภาพ

1. เตรียมถาดน้ำยา และ ผสมน้ำยาให้เรียบร้อย

ารผสมน้ำยา

ผสมน้ำเย็น 18-19 องศา โดยปริมาณที่ใช้จะขึ้นอยู่กับว่า้ จะใช้กระดาษขนาดไหนอัดภาพ โดยทั่วๆไป

กระดาษขนาด 4x5 , 5x7 นิ้ว จะใช้ถาดขนาด 5x7 นิ้ว และใช้น้ำยาประมาณ 500 cc. ต่อ 1 ถาด

กระดาษขนาด 8x10 นิ้ว จะใช้ถาดขนาด 8x10 นิ้ว และใช้น้ำยาประมาณ 1000 cc. ต่อ 1 ถาด

กระดาษขนาด 11x14 , 12x16 นิ้ว จะใช้ถาดขนาด 12x16 นิ้ว และใช้น้ำยาประมาณ 2000 cc. ต่อ 1 ถาด

น้ำยาที่ใช้อัดภาพขาวดำ ก็จะใช้ขั้นตอนเหมือนกับการล้างฟิล์ม คือ มี Developer , Stopper , Fixer เพราะฉะนั้น น้ำเย็นที่ผสมควรที่จะผสมเผื่อไว้ให้เรียบร้อย

เช่น ถ้าจะอัดรูปขนาด 8x10 ก็ควรผสมน้ำเย็นไว้อย่างน้อยๆ 3000 cc.

การผสมน้ำยา Developer

เทน้ำยา Developer เข้มข้นลงไปในกระบอกตวงขนาด 1.5 ลิตร ตามปริมาณที่ต้องใช้ จากนั้นเติมน้ำเย็นให้ได้ปริมาณที่ต้องการ และนำไปเทใส่ถาดน้ำยาทิ้งไว้

เช่น ถ้าอัดภาพขนาด 8x10 จะต้องใช้น้ำยาทั้งหมด 1000 cc. เราจะใช้น้ำยา Tetenal Variospeed W ซึ่งกำหนดไว้ว่า จะต้องใช้ัสัดส่วน น้ำยาเข้มข้น + น้ำ = 1+9 เพราะฉะนั้น ตอนผสมน้ำยาเราก็จะใช้ น้ำยาเข้มข้น 100 cc. กับน้ำเย็น 900 cc. รวมเป็น 1000 cc.

การผสมน้ำยา Stopper

เทน้ำยา Developer เข้มข้นลงไปในกระบอกตวงขนาด 1.5 ลิตร ตามปริมาณที่ต้องใช้ จากนั้นเติมน้ำเย็นให้ได้ปริมาณที่ต้องการ และนำไปเทใส่ถาดน้ำยาทิ้งไว้

เช่น ถ้าอัดภาพขนาด 8x10 จะต้องใช้น้ำยาทั้งหมด 1000 cc. เราจะใช้น้ำยา Tetenal Stopbath ซึ่งกำหนดไว้ว่า จะต้องใช้ัสัดส่วน น้ำยาเข้มข้น + น้ำ = 1+19 เพราะฉะนั้น ตอนผสมน้ำยาเราก็จะใช้ น้ำยาเข้มข้น 50cc. กับน้ำเย็น 950 cc. รวมเป็น 1000 cc.

การผสมน้ำยา Fixer

เทน้ำยา Developer เข้มข้นลงไปในกระบอกตวงขนาด 1.5 ลิตร ตามปริมาณที่ต้องใช้ จากนั้นเติมน้ำเย็นให้ได้ปริมาณที่ต้องการ และนำไปเทใส่ถาดน้ำยาทิ้งไว้

เช่น ถ้าอัดภาพขนาด 8x10 จะต้องใช้น้ำยาทั้งหมด 1000 cc. เราจะใช้น้ำยา Tetenal SuperFix ซึ่งกำหนดไว้ว่า จะต้องใช้สัดส่วน น้ำยาเข้มข้น + น้ำ = 1+9 เพราะฉะนั้น ตอนผสมน้ำยาเราก็จะใช้ น้ำยาเข้มข้น 100 cc. กับน้ำเย็น 900 cc. รวมเป็น 1000 cc.

2. เตรียมผ้าขนหนู ผ้ากันเปื้อน

3. เตรียมเครื่องอัดโดยการเป่าฝุ่น เช็ดฝุ่น และ เช็ดความสะอาดของเลนส์ ให้เรียบร้อย

4. เปิด Safe Light และ ปิดแหล่งไฟอื่นๆให้หมด ( รวมถึง โทรศัพท์มือถือ ด้วย)

5. ใส่ฟิล์มลง Negative Carrier

การใส่ฟิล์มลง Negative Carrier

การใส่ฟิล์มลงสู่ Negative Carrier เป็นเรื่องที่ต้องระวังอย่างมากๆ เพราะเป็นต้นเหตุสำคัญที่จะต้อง ทำภาพกันใหม่ ทั้งๆที่อัดภาพเสร็จเรียบร้อยแ้ล้ว ประเด็นสำคัญที่จะคุยกัน คือ การวางฟิล์ม , ฝุ่น และ ความชื้น

การวางฟิล์มลง Negative Carrier จะต้องวางฟิล์ม กลับหัว เพราะภาพที่ผ่านเลนส์อัด จะได้ภาพที่กลับหัว จุดสังเกตว่าฟิล์มวางถูกต้องไหม คือ ตัวหนังสือที่อยู่ที่ขอบฟิล์ม

- ควรจะจัดฟิล์มให้ อ่านตัวหนังสือออกก่อน และ จะเห็นภาพที่ถูกต้อง

- หมุนฟิล์มกลับหัว จะได้ฟิล์ม ตามที่เห็นในภาพ

- นำ ฟิล์มไปใส่ใน negative carrier ในลักษณะที่กลับหัว ภาพที่ได้ จะเป็นภาพหัวกลับ ที่ถูกต้อง

 

ตัวอย่างการจัดฟิล์ม

วางฟิล์มให้สามารถอ่านตัวหนังสือบนฟิล์ม / ใส่ฟิล์มใน negative carrier ในลักษณะกลับหัว / ภาพที่ได้

วางฟิล์มให้สามารถอ่านตัวหนังสือบนฟิล์ม / ใส่ฟิล์มใน negative carrier ในลักษณะกลับหัว / ภาพที่ได้

 

ฝุ่น กับ ปัญหาความไม่สะอาดของภาพ เป็นปัญหาใหญ่มากๆ สำหรับ การทำภาพขาวดำสำหรับมือใหม่ เนื่องจาก ความไม่ระมันระวัง ในเรื่อง ความสะอาดในขั้นตอนต่างๆ ตั้งแต่ตอนล้างฟิล์ม การตากฟิล์ม และ การใส่ฟิล์มลง Negative Carrier

การใส่ฟิล์มลง Negative Carrier จะต้องล้างมือให้สะอาดปราศจากคราบมัน และ ห้ามจับผิวฟิล์มเด็ดขาด จะจับได้เฉพาะขอบฟิล์มเ่ท่าันั้น และ จะต้องมีการทำความสะอาดกระจกของ Negative Carrier เสมอ โดยใช้น้ำยาเช็ดเลนส์ หรือ น้ำยาเช็ดกระจก จากนั้นก็ใช้ลูกยางเป่าฝุ่นให้สะอาด และ หลังจากใส่ฟิล์มลง Negative Carrier แล้วก็ควรที่จะเป่าฝุ่นที่อาจจะติดอยู่ที่กระจก หรือ ฟิล์มอีกครั้ง

Negative Carrier ที่มีกระจก จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะ มีผิวที่สามารถเก็บฝุ่นได้มากกว่า Negative Carrier ที่ไม่มีกระจก

หากมีฝุ่นที่ไม่สา่มารถ เป่าออกได้ และมีทีท่าว่าจะเกาะอยู่บนผิวของฟิล์ม วิธีที่จะเอาออก คือการใช้ คัตตอนบัต เขี่ย หรือ ถู เบาๆ ลงบนผิวฟิล์มด้านที่มีฝุ่นติดอยู่ อย่าออกแรงมากจนเกินไปเพราะจะทำให้ฟิล์มเป็นรอยได้ ถ้าไม่ออกจริงๆ ก็ต้องไปแช่น้ำ และใช้มือถูเบาๆ จากนั้นนำไป แช่ Photo-Flo และ ตากให้แห้งอีกที

หลังจากวางฟิล์มลง Negative Carrier แล้ว ไม่ควรที่จะ ขยับฟิล์ม เพราะจะทำให้ฟิล์มไปขูดกับตัวกดฟิล์มของ Negative Carrier ทำให้ฟิล์มเป็นรอยได้

ความชื้น ของฟิล์ม สำหรับ Negative Carrier ที่มีกระจก ความชื้นจะเป็นปัญหาสำคัญ ของการเกิด Newton's Ring เพราะฉะนั้น พยายามเช็ดมือให้แห้ง เช็ดกระจกให้แห้ง และ อย่านำฟิล์มที่ยังไม่แห้งสนิทมาอัดรูป เพราะจะทำให้ กระจกไม่แห้ง เป็นผลให้เกิด Newton's Ring ได้ง่าย

6. จัดขนาดภาพให้เรียบร้อย โดย การยกหัวอัดขึ้นลง และ ปรับโฟกัสภาพให้ชัด โดยใช้ เกรนโฟกัสเซอร์ และ กำหนดกรอปภาพใน Easel ให้เรียบร้อย

การจัดกรอปภาพ

การจัดขอบภาพสำหรับ Easel แบบ ปรับได้ 2 ด้านทำได้ง่ายๆ โดยการใช้กระดาษอัดภาพที่เสียๆ มาเป็นแบบ โดยการขีดเส้น หาระยะของขอบด้านบนและด้านซ้ายก่อน

จากนั้นเราก็จะได้ รอยดินสอ ที่จะแสดงระยะของขอบภา่พ จาักนั้นให้ กลับกระดาษเอาอีกมุมหนึ่งใส่ โดยให้มุมที่เราทำรอยดินสอไว้อยู่มุมขวาล่าง แล้ว เลื่อนขอบขวาและขอบล่างของ Easel ทั้ง 2 ด้านให้ตรงกับรอยดินสอที่ขีดไว้ เท่านี้ก็จะได้ ขอบขาวเท่าๆกันทั้ง 4 ด้าน

 

ขอบขาวแบบที่เหลือไว้ซัก 2-3 นิ้ว จะทำให้รูปดูน่าสนใจมากกว่าแบบที่เหลือไว้เพียงเล็กน้อย

การอัดภาพขาวดำให้ดูสวยงาม มักจะอัดให้เหลือขอบขาวโดยรอบของภาพ โดย Easel ทั่วๆไป จะมีีอยู่ 2 แบบ คือ แบบปรับได้ 2 ด้าน กับ ปรับได้ 4 ด้าน แบบที่ปรับได้ 2 ด้านจะให้ขอบขาวที่เล็กกว่าแบบที่ปรับได้ 4 ด้าน สำหรับคนที่ใช้ Easel แบบปรับได้่ 2 ด้าน มาสามารถ ตัดกระดาษแข็ง ให้เท่ากับกระดาษ และ เจาะรูให้เท่ากับภาพที่ต้องการ แล้วนำมาซ้อมกับกระดาษเวลาอัดภาพ ก็จะได้ขอบขาวรอบภาพเท่ากับที่ต้องการ

วิธีที่ง่ายๆที่สุด คือการทำ Easel ใช้เอง เป็นแบบปรับไม่ได้ ทำเพื่อใช้กับกระดาษขนาดใดขนาดหนึ่ง จะทำให้รูปมีระยะขอบเท่าๆกันทั้งหมด และ ง่ายต่อการใช้งาน

 

ข้อดีอีกข้อของการเหลือขอบขาว คือ จะทำให้คนที่จับภาพไม่สัมผัสถูกตัวภาพ ทำให้ภาพไม่เป็นรอยนิ้วมือ เพราะถ้าภาพเป็นรอยนิ้วมือจะลบออกยากมากๆ และ อาจจะทำให้ภาพเป็นรอยขนแมวด้วย

7. ทำ Stip Test หาเวลา ที่ใช้ในการอัดภาพ นำกระดาษเทสไปลงน้ำยา Developer , Stopper และ Fixer จากนั้น กำหนดเวลาที่้จะใช้อัดรูป

การทำ Stip Test

การทำ Stip Test เป็นการ Test หา เวลาที่จะใช้ในการอัดภาพ มี 3 วิธีหลักๆ

- การทำ Stip Test หาเวลาอัดภาพ เริ่มจากการผสมน้ำยา และ เตรียมเครื่องอัดภาพให้พร้อม จากนั้นก็นำฟิล์มไปใส่ใน Negative Carrier ตั่ง Timer เป็นเป็นค่าเวลาเริ่มต้น จากนั้นหากระดาษ เพื่อใช้สำหรับบังบางส่วนของภาพ

เริ่มการ Test โดยการฉายแสง และ ปิดบางส่วนของภาพไว้เหลือเพียงส่วนที่ต้องการให้โดยแสง โดยทั่วๆไป จะเหลือ ประมาณ 2 cm. ถ้าเหลือพื้นที่น้อยไปอาจจะทำให้หาเวลายาก ถ้าใหญ่ไปก็จะ Test ได้จำนอนน้อยครั้ง จากนั้น ก็เลื่อนกระดาษออกไปและฉายแสงซ้ำ ทำไปเรื่อยๆจนฉายแสงทั่งทั้งกระดาษเป็นครั้งสุดท้าย

ภาพตัวอย่าง ภาพนี้ ตั้ง Timer ไว้ที่ 2 วินาที และ ฉายแสงจำนวน 6 ครั้ง ด้านซ้ายสุดโดนแสงจำนวน 6 ครั้ง ครั้งละ 2 วินาที รวม 12 วินาที ให้่ภาพที่ดำมากกว่า ด้านขวาสุดที่โดนแสง จำนวน 1 ครั้ง 2 วินาที

การดู Stip Test สามารถดูได้ 2 เรื่อง คือ เรื่อง เวลาที่จะใช้ในการอัดภาพ และ ความเปรียบต่างของภาพ จากภาพจะเห็นว่า กระดาษอัดรูปเมือโดนแสงยิ่งนาน ภาพก็จะยี่งมืดลงไปเรื่อยๆ เพราะฉะนั้น เราจะต้องหาเวลาที่ได้ภาพที่พอดีๆ จากกาพตัวอย่างเวลาที่พอดีจะอยู่ที่ ประมาณ 8 วินาทีี ส่วนความเปรัยบต่างของภาพ จะต้องใช้ ประสบการณ์สักพัก จึงจะสามารถตัดสินได้อย่างแม่นยำแต่ให้จำไว้ว่า การทำ Stip Test สามารถคิดเดาถึง ความเปรียบต่างของภาพได้ เพื่อให้การทำภาพ ใช้กระดาษน้อยที่สุด เพื่อลดต้นทุนในการทำภาพ

ความเปรียบต่างของภาพต่ำไป / ความเปรียบต่างของภาพสูงไป

 

- การทำ Stip Test หา Maximun Black ของกระดาษ (D-Max ของกระดาษ) จาก Base ฟิล์ม

การทำ Stip Test แบบที่ 2 นี้ ทำเพื่อหาค่าของเวลาน้อยที่สุดที่ แสงจะผ่านฟิล์ม และ ทำให้กระดาษมีความดำสูงสุด ตรงนี้จะเีรียกว่าการหา D-Max ของการดาษ ( Maximum Density ของ กระดาษอัดภาพ )

การทำ Stip Test หาเวลาเพื่อให้ได้ค่า D-Max ของกระดาษ จะทำคล้ายกับการทำ Stip Test แบบธรรมดา จะต่างกันตรงที่ จะใช้ขอบของฟิล์ม มาบังแสง เพียงครึ่งเดียวของกระดาษอัดาภาพ ที่จะใช้ทดสอบ

จากภาพตัวอย่าง จะเห็นว่า กระดาษที่อัดออกมา มีภาพฟิล์มบังแสงอยู่เพียงครึ่งล่าง ส่วนครึ่งบนปล่อยให้แสงลงสู่้กระดาษโดยไม่มีอะไร มาบัง ผลที่ได้ ส่วนบนของกระดาษจะ ดำขึ้นอย่างรวดเร็ว เพราะไม่มีอะไร มาบังแสงที่ลงสู่กระดาษ แสงก็จะลงสู่กระดาษมากกว่า และ ดำเร็วกว่า ส่วน ครึ่งล่างจะดำช้ากว่า เพราะมีส่วนของเนื้อฟิล์มมาบังแสง

จะเห็นได้ว่า ส่วนบนของกระดาษ ที่ไม่มีฟิล์มาบังแสง จะดำสุดที่เวลาฉายแสง 8 วินาที และในส่วนที่มีฟิล์มบังแสง จะดำสุดที่เวลาฉายแสง 10 วินาที

แปลว่า เวลาน้อยที่สุด ที่จะแสงจะผ่านฟิล์ม และ ทำให้กระดาษดำมากสุด เท่ากับ 10 sec.

ส่วนบน ที่ให้่แสงลงสู่ฟิล์มโดยไม่มีฟิล์มบัง มีไว้เพื่อ เป็นตัวเปรียบเทียบ ว่า ส่วนที่ดำสุดของกระดาษ เป็นอย่างไร เพราะ ถ้าไม่มีส่วนเปรียบเทียบแล้ว จะมองได้ยากมากๆ ว่า กระดาษดำสุดแล้วหรือยัง

เวลาที่ได้ สามารถ นำไปอัดฟิล์มทั้งม้วนได้เลย หาก เราวัดแสง และ ล้างฟิล์มได้อย่างแม่นยำ เพราะ ส่วนที่ เริ่มมีรายละเอียดบนฟิล์ม ก็จะเริ่มปรากฏอยู่บนภาพไปด้วย เนื่องจากเวลาที่ฉายแสง จะทำให้ส่วนที่ฟิล์มทะลุ หรือ ส่วนที่มีเฉพาะ Base ฟิล์ม เท่าั้นั้นที่ดำสนิท ส่วนที่หนากว่า Base ฟิล์ม หรือ มี Detail เล็กน้อย ก็จะ ไม่ดำสนิท และ ปรากฏอยู่ในภาพซึ่ง เป็นส่วนของรายละเอีนดในเงามือ

แต่วิธีนี้ไม่ค่อยมีใครนิยมนำมาใช้นัก ส่วนมาก จะใช้เพื่อการทดสอบ ฟิล์ม และ การล้างฟิล์มมากกว่า

- F-Stop Timing Stip Test (รอ Article หัวข้อต่อไปครับ)

8. นำ้กระดาษใส่ Easel และ ฉายแสงตามเวลาที่ต้องการ

โดยการฉายแสงนั้นมีความจำเป็นที่จะต้องระัวังเรื่องแรงสั่นสะเทือน กับ โต๊ะที่ใช้วางเครื่องขยาย และ การขยับของ Easel ที่จับกระดาษ เพราะจะทำให้รูป ไม่ชัด

เวลาของการฉายแสงที่ถูกต้อง และ เบอร์ Filter ที่ใช้ จะเป็นตัวกำหนดคุณภาพของภาพขาวดำ ที่สำคัญที่สุด ภาพขาวดำที่ดี ควรที่จะมี ส่วนมืด และ ส่วนสว่างที่มีรายละเอียดสมบูรณ์ และ ภาพทั้งภาพต้องมีมิติที่สมบูรณ์ด้วย โดยภาพขาวดำที่ทำ มักผ่านขั้นตอนอื่นๆเพิ่มเิติมจากการฉายแสงเพียงครั้งเดียว มักจะต้องการมี บัง และ การเผา ด้วยเพื่อให้ภาพที่ได้มีความสมบูรณ์ที่สุด ซึ่งจะกล่าวใน Article ถัดไป

ข้อควรระวังก่อนการฉายแสง

- ตรวจสอบว่าโฟกัสชัดหรือไม่ โดยการ เปิด f-stop กว้างสุด แล้ว ตรวจสอบด้วยสายตา หรือ เกรนโฟกัสเซอร์

- ตรวจสอบว่า f-stop ที่ตั้งที่เลนส์ เป็น f-stop ที่ต้องการใช้หรือไม่ ประมาณ f/8 - f/11 เพราะเป็นช่วงที่ เลนส์ให้คุณภาพสูงสุด

- ตรวจสอบเวลาที่ตั้งไว้ที่ Timer ว่าถูกต้องตามที่ต้องการหรือไม่่

- ตรวจสอบ Easel ว่าอยู่ในตำแหน่งเดิมหรือไม่ เพราะการทำงานในห้องมืดที่มองไม่ค่อยเห็น อาจจะมีการหยิบอุปกรณ์ แล้วไปโดน Easel ให้ขยับจากตำแหน่งที่ต้องการได้

9. นำกระดาษไปลงน้ำยา Developer , Stopper และ Fixer ตามลำดับ

- ลง Developer เป็นเวลา 1:30 - 3 นาที แล้วแต่น้ำยาและกระดาษที่ใช้ โดยทั่วๆไปแล้ว จะใช้เวลาประมาณ 1:00 นาทีสำหรับกระดาษแบบ RC และ ใช้เวลาประมาณ 1:30 นาทีสำหรับ กระดาษแบบ FB , เมื่อนำกระดาษอัดรูปที่ฉายแสงเสร็จแล้วลงน้ำยาจะต้องเขย่าถาดน้ำยา หรือ ยกมุมถาดด้านใดด้านหนึ่งขึ้นเล็กน้อย แล้ววางลง เพื่อให้น้ำยามีการถ่ายเทบนพื้นผิวของการดาษ ซึ่งจะทำ 2-3 ครั้ง / 15 วินาที

- ลง Stopper เป็นเวลา 30 วินาที ถึง 1 นาที โดยจะต้องให้น้ำยาผ่า่นผิวของกระดาษตลอด

- ลง Fixer เป็นเวลา 1 นาที สำหรับกระดาษ RC และ 3-5 นาทีสำหรับกระดาษ FB

10. นำกระดาษไปรันน้ำ โดย แช่ไว้อย่างน้อย 15 นาทีสำหรับกระดาษ RC และ อย่างน้อย 30 นาทีสำหรับกระดาษ FB

การรันน้ำที่ดี ควรจะให้น้ำผ่านกระดาษ ตลอดเวลา ควรมีการกลับด้าน ของกระดาษ เผื่อให้น้ำผ่านได้อย่างทั่วถึง เพราะการรันน้ำเป็นการชะล้างสารเคมีที่ตกค้างอยู่ ทำให้กระดาษมีสารเคมีเหลืออยู่ในการดาษให้น้อยที่สุด เพื่อที่ทำให้ ภาพที่ได้มีอายุยาวนานที่สุด

11. การนำกระดาษไปตากแห้ง

ควรจะเช็ดน้ำ หรือ รีด หยดน้ำที่ผิวของกระดาษออกให้หมดก่อน โดยใช้ฟองน้ำแบบเดียวกับที่เช็ดฟิล์ม หรือ ใช้ที่ปาดน้ำเหมือนที่ใช้กับกระจกรถยนต์ก็ได้ การเช็ดน้ำ และ การปาด หยดน้ำออกต้องทำด้วยความระมัดระวัง มิฉะนั้น อาจทำให้ภาพเป็นรอยได้ การตากทำได้ 2 แบบ คือ คล้ายๆกับการตากผ้า หรือ ตากแบบวางราบ ซึ่งการตากแบบตากผ้ามีข้อดีคือแห้งเร็ว แต่กระดาษจะมีการดึงตัวตามน้ำหนักของตัวกระดาษ เหมาะสำหรับกระดาษแบบ RC ไม่ควรใช้กับกระดาษแบบ FB เด็ดขาด เพราะจะทำให้กระดาษเสียรูปไป ส่วนการตากแบบวางราบ จะเป็นการตากโดยการคว่ำหน้ากระดาษลงกับวัสดุผิวเรียบ เช่น แผ่นแสตนเลส ทำให้ไม่มีฝุ่นติดภาพ และ น้ำหนักของกระดาษจะกดกระดาษทำใ้ห้มีการบิดตัวของกระดาษน้อย หรือ ตากโดยการหงายหน้าของกระดาษวางบนวัสดุโปร่ง เช่น มุ้งลวดพลาสติก ช่วยทำให้ภาพแห้งเร็ว และ ผิวหน้าของภาพไม่เสี่ยงต่อการถูกทำลาย เพราะบางครั้ง ผิวของพื้นที่ ที่ใช้ตากรูปอาจมีสิ่งสกปรก หรือ ผิวของรูปเหนียวมาก ทำให้ ผิวของรูปติด สิ่งสกปรก หรือ ผิวของรูปแห้งติดกับพื้น แต่มีข้อเสีย คือ ต้องตากในที่ๆ ฝุ่นน้อยๆ มิฉะนั้น ด้านหน้าของภาพจะมีฝุ่นมาเกาะ และ ไม่สามารถ เอาออกได้

ขั้นตอนของการอัดรูปเบื้องต้น จบลงเพียงเท่านี้ แต่ยังมีอีกหลายๆส่วนที่ผมยังไม่ได้ ลงลึก เพราะอยากจะแยกไปอยู่ในส่วนของเนื้อหาแบบลงลึกในแต่ละเรื่องซึ่งจะค่อยๆเขียนไปเรื่อยๆครับ

!! no digital cameras here !!

[E-Gallery] [Articles] [Forum] [Photographers] [About Us]

All images in this website and their copyrights owned by photographers.

Do not copy or reprint the images without the expressed permission of the photographers.

Design and Articles are Copyright © 2002-2006 Black and White Rhapsodies Group.