กระดาษอัดรูป
กระดาษอัดรูปในปัจุบันมีหลายแบบ หลายลักษณะ
จนเป็นที่น่าสับสนของคนที่หัดทำภาพขาวดำใหม่ๆ ทำให้เลือกใช้กระดาษผิดวัตถุประสงค์
หรือ ใช้งานกระดาษแต่ละชนิดผิดไป
ทำให้คุณภาพของภาพที่ได้ไม่ได้คุณภาพอย่างที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้นการรู้จัก
กระดาษแต่ละชนิด เป็นสิ่งที่จำเป็นเำืพื่อให้ภาพที่ได้ มีคุณภาพสูงสุด
ชนิดของเนื้อกระดาษ
กระดาษอัดรูปแบบ Resin Coated
Paper (RC)
เป็นกระดาษอัดรูปแบบที่มีชั้นฟิล์มของพลาสติกขั้นอยู่ระหว่างชั้นสารเคมีที่เกิดภาพ
และ ตัวเนื้อกระดาษ ทำให้ การทำงานของกระดาษประเภทนี้เร็วกว่า กระดาษแบบ
FB และ ชะล้างเคมีในขั้นตอนการรันน้ำได้เร็วกว่า เพราะ สารเคมี จะไม่มีการซึมลงไปในชั้นกระดาษ
คุณภาพของกระดาษ RC ยังไม่เป็นที่ยอมรับกันมากนักสำหรับคนที่ต้องการคุณภาพของภาพขาวดำ
เพราะ ภาพที่ได้จะมีลักษณะแตกต่างออกไป ให้ D-Max ที่น้อย และ ดูภาพขาดมิติมากกว่า
(ความเห็นส่วนตัว) แต่ กระดาษแบบ RC เหมาะมากๆสำหรับการเรียนรู้ และ
การหัดอัดภาพ เพราะ ให้ภาพที่เร็ว ทำงานได้เร็ว นั่นหมายถึงเรียนรู้ได้เร็วด้วย
ราคาก็จะถูกกว่าด้วย
กระดาษอัดรูปแบบ Fiber Based Paper (FB)
เป็นกระดาษที่ตัวน้ำยาเคมีถูกเคลือบลงบนกระดาษเลย ทำให้การทำปฏิกริยาเคมี
ต้องทำเข้าไปถึงชั้นของกระดาษซึ่ง ทำให้ การทำงานของ สารเคมีต่างๆต้องใช้เวลา
รวมถึง เนื้อกระดาษ จะซึมซับสารเคมีในขั้นตอนต่างๆไว้ด้วย ทำให้การรันน้ำจำเป็นที่ต้องใช้เวลานานมากเพื่อที่จะชะล้างสารเคมีต่างๆออกให้หมด
แต่ คุณภาพของกระดาษแบบ FB มีคุณภาพสูงกว่า แบบ RC ทำให้่คนที่เน้นคุณภาพของภาพที่ได้
มักจะยอมเสียเวลาในการทำภาพ และ เลือกใช้กระดาษแบบ FB
ผิวของกระดาษ
ผิวมัน และ ผิวกึ่งมัน เป็นผิวที่ใช้ในงานทั่้วๆไป
และ สำหรับงานที่ต้องการ D-Max ของภาพสูง หรือ ต้องการเน้นรายละเอียด
ของภาพสูง การทำงานกับกระดาษผิวมัน
/ กึ่งมัน ต้องระวังเรื่อง การขูดขีด เป็นพิเศษ เนื่องจากผิวกระดาษ จะเกิดรอยง่ายกว่า
ผิวกระดาษชนิดอื่นๆ โดยเฉพาะตอนที่ เช็ดหยดน้ำ / รีดหยดน้ำ ออกจากผิวหน้าของกระดาษก่อนตาก
จะต้องให้่ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
ผิวด้าน และ ผิวกึ่งด้าน
เป็นผิวที่นิยมถัดมาจากผิวแบบมัน เป็นผิวที่ใช้ในงานค่อนข้างเฉพาะ
เช่น งานที่ไม่ค่อยจะเน้นรายละเอียด ของภาพ และ ต้องการเน้นอารมณ์ของภาพ
หรือ ต้องการลดแสงสะท้อนที่ผิวภาพ หรือ ต้องการนำไปลงสี ( hand color
) การใช้กระดาษแบบด้าน / กึ่งด้าน ต้องระวัง เรื่อง dry down อย่างมาก
เพราะ เมื่อกระดาษแห้งลง ภาพที่ได้จะมีความดำมากขึ้น และ รายละเอียดในภาพจะน้อยลงอย่างเห็นได้ชัด
การใช้กระดาษแบบผิวด้าน / ผิวกึ่งด้าน ควรจะมีการทดสอบ dry down effect
ให้เรียบร้อย หรือ อัดให้ชำนาญ ก่อนการใช้งานจริง
ผิว Pearl หรือ ผิวทราย เป็นผิวที่เห็นได้ทั่วๆไปในกระดาษอัดรูป
แบบ RC เป็นผิวที่มีลักษณะเป็นเม็ดทรายเล็กๆ มีความมันเงาปานกลาง
ไม่ค่อยนิยมในหมู่คนทำภาพขาวดำเท่าไหร่
เพราะให้รายละเอียดน้อย และ ดูแล้วเหมือนภาพไม่่ค่อยชัด มักใช้ในงานอัดรูปทั่วๆไป
ผิวพิเศษอื่นๆ เช่น
ผิวลายผ้า ของ กระดาษอัดรูป
Kentmear Art Classic
กระดาษ Grade และ กระดาษ Multigrade
กระดาษ Grade จะแยกเป็น
เบอร์ 0 , 1 , 2 , 3 , 4 และ 5 โดย เลขเบอร์จะแยกตามความเปรียบต่างของส่วนมืด
และ ส่วนสว่างของภาพที่ได้ (
Contrast ) โดยเบอร์ 2 เป็นการเปรียบต่างปรกติ เบอร์ 0 และ เบอร์ 1
เป็น กระดาษที่ให้ความเปรียบต่างต่ำ และ เบอร์ 3 , 4 และ 5 เป็นกระดาษที่ให้ความเปรียบต่างสูง
กระดาษ
Multigrade หรือ กระดาษ Variable Contrast เป็นกระดาษที่มีความสามารถในการปรับความเปรียบต่างของกระดาษได้
โดยใช้ filter สี ในการปรับความเปรียบต่าง โดยทั่วๆไป จะีมีทั้งหมด
11 เบอร์ คือ 0 , 0.5 , 1.0 , 1.5 , 2 , 2.5 , 3 , 3.5 , 4 , 4.5 และ
5 หรือ filter บางยี่ห้ออาจจะมีเพียงเบอร์ 0 , 1 , 2 , 3 , 4 และ 5
ก็ได้
กระดาษทั้ง 2 ชนิด มีทั้ง ชนิด RC
และ ชนิด FB , สำหรับมือใหม่ ควรเลือกใช้กระดาษ ชนิด RC ที่เป็น Multigrade
ดีกว่า ที่จะใช้ กระดาษ Grade เพราะจะสามารถปรับปรุงภาพที่อัดได้ หากฟิล์มที่ได้มามีความเปรียบต่างที่ไม่พอดี
รวมถึง หากต้องการภาพที่จะแสดงถึงจินตนาการมากๆ ที่หลุดจากความเป็นจริง
กระดาษ Multigrade สามารถตอบสนองความคิดได้หลากหลายรูปแบบมากกว่า รวมถึง
เทคนิค หลายๆ เทคนิค ก็เน้นใช้กับเฉพาะ กระดาษ Multigrade ส่วนกระดาษ
Grade นั้นมักใช้กับ ภาพที่ต้องการคุณภาพสูงมากๆ และ เน้นความเป็น
Realistic กระดาษ Grade ปรับแต่งโดยการอัดภาพได้ไม่มากเท่ากับ กระดาษ
Multigrade แต่ก็ให้โทนที่สวยงามกว่า
ความหนา
Single weight or Light Weight
เป็น กระดาษที่มีความหนาไม่มาก ต้องใช้ความระมัดระวังในการทำงานสูง
เพราะอาจพับ หรือ ฉีกขาดได้ง่ายมากๆ มักเป็นกระดาษประเภท RC โดยส่วนตัวแล้วผมไม่่ค่อยใช้นัก
เพราะทำงานด้วยยาก ต้องระมัดระวังทุกขั้นตอน
Double weight or Medium
Weight
เป็นกระดาษที่มีความหนาพอสมควร
โดยกระดาษอัดรูปทั่วๆไป มักเป็นแบบ Double weight เพราะ ทำงานง่าย แห้งไม่ช้านัก
และ ให้คุณภาพของเืนื่อกระดาษเมื่อแห้งสนิทค่อนข้างดี และ ไม่พับงอง่ายเวลาโดนน้ำ
Museum weight เป็นกระดาษสำหรับงานแสดงภาพโดยเฉพาะ
มีความหนามากกว่าปรกติพอสมควร การทำงานจะต้องใช้เวลามากกว่า กระดาษธรรดา
และ เวลาตากต้องระวังการงอตัวของกระดาษ เพราะ ถ้าแห้งแล้วกระดาษจะไม่สามารถทับให้แบนได้เหมือนกับกระดาษความหนาอื่นๆ
เนื่องจากเนื้อกระดาษจะหนาและ แข็งมาก โดยส่วนใหญ่ จะใช้การทับในขณะที่กระดาษกำลังเกือบแห้ง
เพื่อให้ภาพที่ได้เรียบที่สุด
การทำความเข้าใจ และ เลือกใช้กระดาษแต่ละชนิด
จะสามารถเพิ่มคุณภาพ และ มูลค่า ของรูปได้ เพราะฉะนั้น ควรศึกษาให้ดีก่อนจะตัดสินใจใช้กระดาษตัวใดตัวหนึ่ง
และ การเปลี่ยนกระดาษบ่อยๆ จะทำให้เราไม่ิชินกับกระดาษ
และ จะทำให้ภาพที่ได้มีคุณภาพไม่คงเส้นคงวา และ ไม่สามารถควบคุมภาพให้ได้ดั่งใจได้