Available in Thai Language only

หากสงสัย , ต้องการถามเกี่ยวกับบทความ หรือ ต้องการทราบเรื่องอะไรเป็นพิเศษ click

เคล็ดไม่ลับของการล้างฟิล์ม

การล้างฟิล์มขาวดำเบื้องต้น

การอัดรูปขาวดำเบื้องต้น

กระดาษอัดภาพ

ความหมายของคำว่า Zone system

การวัดแสงระบบ Zone system

การใช้งาน Stouffer Step Wedge

 

เทคนิคการอัดภาพขาวดำเบื้องต้น ภาค 1

เทคนิคการอัดภาพขาวดำเบื้องต้น ภาค 2

Filter กับ การถ่ายภาพขาวดำ

Density

Lens Test

Compatibility of Konica Hexar RF and Leica M lenses

การวัดแสงระบบ Zone system

เครื่องวัดแสง

      ชนิดของเครื่องวัดแสงหลักๆ จะมีอยู่ 2 ชนิดคือ

เครื่องวัดแสงแบบวัดแสงที่ตกกระทบวัตถุ เป็นเครื่องวัดแสงที่จะมีเซนเซอร์วัดแสงอยู่ที่หัววัดโดยจะมีโดม หรือ แผ่นพลาสติกสีขาวครอบอยู่เพื่อเฉลี่ยแสงที่ต้องการจะวัด โดย การวัดจะนำไปวางไว้ระหว่างวัตถุ กับ กล้อง โดยหันหน้าเข้าหากล้อง เพื่อที่จะวัดแสงที่ตกกระทบลงสู่วัตถุ

เครื่องวัดแสงแบบวัดแสงที่สะท้อนจากวัตถุ เป็นเครื่องวัดแสงที่จะมีช่องมองที่สามารถมองผ่านไปยังจุดที่กำหนดว่า ต้องการที่จะวัดแสง เครื่องวัดแสงระบบ นี้เป็นแบบเดียวกับที่ใช้อยู่ในกล้องทั่วๆไป โดย การวัดแสงระบบนี้ มีข้อดีอยู่ที่ไม่จำเป็นจะต้องเดิน หรือ ไปอยู่ี่ที่ subject ที่ต้องการจะถ่าย แต่มีข้อเสียอยู่ที่ การวัดแสงสะท้อนของวัตถุนั้น จะไม่ได้ ค่าแสงที่ถูกต้อง เพราะแสงที่สะท้อนกลับมามีทั้งมากไป และ น้อยขึ้นอยู่กับ สี และ พื้นผิวของวัตถุที่จะวัด การใช้งานเครื่องวัดแสงแบบนี้จึงจำเป็นที่จะต้องศึกษาถึง การสะท้อนของสี และพื้นผิวต่างๆ เทียบเทากลาง 18% เพื่อที่จะให้ค่าที่วัดได้แม่นยำขึ้น เครื่องวัดแสงในแบบ วัดแสงที่สะท้อนจากวัตถุ นี้ จะมี 2-3 ระบบย่อย เช่น ในกล้องถ่ายภาพทั่วๆไปจะมีแบบ ระบบวัดแสงเฉลี่ยเน้นกลางภาพ , ระบบวัดแสงเฉลี่ยหลายส่วน , ระบบวัดแสงแบบจุด ส่วนในเครื่องวัดแสงมือถือ ทั่วๆไป จะเป็น ระบบวัดแสงเฉพาะจุด โดยทั่วๆไป เราเรียกเครื่องวัดแสงแบบนี้ว่าเครื่องวัดแสงเฉพาะจุด และ จะเป็นเครื่องวัดแสงที่เราจะทำความเข้าใจในบทความนี้ทั้งหมด
 

เครื่องวัดแสงแบบใหม่ๆจะรวมทั้ง 2 ระบบอยู่ในตัวเดียวกัน

 

ทำความเข้าใจ เครื่องวัดแสง กับ เทากลาง 18%

        เครื่องวัดแสงที่ผลิตขึ้นในปัจจุบันจะอ้างอิงกับ สีเทากลางที่มีค่าสะท้อนแสง 18% ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยที่อยู่ระหว่างกลางของค่าการสะท้อนแสงของสีขาวสุด และ ค่าการสะท้อนแสงของสีดำสุด ตรงนี้เราต้องจำไว้ว่า

" การอ่านค่าของเครื่องวัดแสง จะนำไปเทียบกับสีเทากลางที่มีค่าสะท้อนแสง 18% เท่านั้น ไม่ว่าเราจะวัดแสงพื้นผิวใดๆ และ ถ้าเราถ่ายภาพพื้นผิวนั้นๆ ตามค่าที่อ่านได้จากเครื่องวัดแสงแล้ว เราก็จะได้ภาพนั้นเป็นสีเทากลาง "

หากเรานำกระดาษมา 3 สี คือ เทา , ดำ และ ขาว เราลองถ่ายรูปกระดาษทั้ง 3 โดยการวัดแสงที่กลางแผ่นกระดาษโดยใช้เครื่องวัดแสงแบบวัดแสงสะท้อน จากนั้นก็ถ่ายกระดาษต่างๆตามค่าที่ได้ ผลที่ได้ จะได้ตามตัวอย่างข้างล่าง

  วัตถุต้นฉบับ ภาพที่ได้จากกล้อง
เมื่อถ่ายสีเทา

เมื่อถ่ายสีดำ
เมื่อถ่ายสีขาว

( หมายเหตุ ภาพตัวอย่างทำจากคอมพิวเตอร์ )

        จะเห็นได้ว่า ไม่ว่าเราจะถ่ายพื้นผิวอะไรก็ตามหากเราใช้ค่าตามเครื่องวัดแสง ผลที่เราจะได้คือภาพพื้นผิวนั้นจะเป็นสีเทากลาง ภาพที่ได้จากการถ่ายกระดาษสีดำคือภาพที่สว่างเกินไป และ ภาพที่ได้จากการถ่ายกระดาษสีขาวคือมืดเกินไป ตรงนี้ถือเป็นหัวใจของการวัดแสงเลยก็ว่าได้ แต่ จะมีข้อแม้บางประการที่จะทำให้เครื่องวัดแสงให้ค่าผิดไปจากเทากลางบ้าง แต่จะกล่าว ในช่วงท้ายๆ ในตอนนี้อยากจะให้ เข้าใจไว้ก่อนว่า ในสถานการณ์ทั่วๆไป หากเราวัดแสงที่พื้นผิวใดๆแล้ว ถ่ายรูปตามค่าที่ได้ เราจะได้เทากลางเสมอ

จากข้อกำหนดของภาพขาวดำที่สมบูรณ์ ภาพขาวดำ ที่ดี จะต้องมี Zone ครบ นั่นคือมีส่วนของภาพที่ขาวสุดถึงดำสุด และ จะต้องมี detail ครบตั่งแต่ Zone III ถึง Zone VII

ทำให้การถ่ายรูปขาวดำ มักจะวัดแสงในส่วนของ shadow และ High light เพื่อเป็นการหาค่าความต่างของแสงของ Subject ว่า มี ความต่างของแสงมากแค่ไหน

การวัดแสงในระบบ Zone system จะคำนึงถึง 2 Zone หลักๆ คือ Zone III ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่มีรายละเอียดในที่มืด กับ Zone VII ซึ่งเป็นส่วนสุดท้ายที่มีรายละเอียดในที่สว่าง ซึ่งจะมีขั้นตอนคร่าวๆคือ

1. วัดแสงในส่วนที่คิดว่า จะเป็นส่วนที่มี detail สุดท้ายในส่วนมืดของภาพ

2. วัดแสงในส่วนที่คิดว่า จะเป็นส่วนที่มี detail สุดท้ายในส่วนที่สว่างของภาพ

3. ดูว่าค่าของแสงในส่วนมืด และ ส่วนสว่างต่างกันเท่าใด

4. วางค่าของแสง ตาม Zone ที่ต้องการ

5. วัดแสงในส่วนอื่นๆของภาพ เพื่อ ตรวจสอบค่าแสงในจุดต่างๆ

หลังจากวัดแสงเสร็จ สิ่งที่ต้องทำคือการกำหนด Zone ของภาพที่ต้องการ ตรงนี้ ผู้ถ่ายจะต้องมีจินตนาการถึงภาพสุดท้ายที่จะได้ หรืออย่างน้อยควรที่จะจดจำ โทนเทาใน Zone ต่างๆได้ ว่า Zone ไหนมีระัดับสีเทา ระดับไหน เพื่อใช้กำหนดโทนของภาพอย่างคร่าวๆ

ซึ่งการวาง Zone คือการเลือก ค่าของแสงที่จะถ่าย ส่วนที่ over และส่วนที่ under ไปจากค่าที่ถ่ายก็จะวางตามตารางด้านล่าง

Zone
ค่าของแสงที่วัดได้ เทียบกับ ค่าที่ใ้ช้ถ่ายภาพ
Zone 0

-5 stop

Zone I
-4 stop
Zone II
-3 stop
Zone III
-2 stop
Zone IV
-1 stop
Zone V
0 stop (ค่าที่่ถ่าย)
Zone VI
+1 stop
Zone VII
+2 stop
Zone VIII
+3 stop
Zone IX
+4 stop
Zone X
+5 stop

โทนของ Zone ต่างๆ หลังจากวาง Zone แล้วจะได้ตามนี้

ตัวอย่าง

วาง Zone III ที่ปูนด้านล่าง ถ่ายที่ 1/2 sec. f/4

รายการวัดแสงแต่ละตำแหน่ง

1. คานด้านบนของอุโบสถ วัดได้ 1/2 sec. f/1.4

2. ผนังปูนด้านหลังในส่วนมืด วัดได้ 1/2 sec. f/4

3. ผนังปูนด้านหลังในส่วนสว่าง วัดได้ 1/2 sec. f/8

4. ปูนด้านล่าง วัดได้ 1/2 sec. f/2

วาง Zone โดยที่ให้ ตำแหน่งของปูนด้านล่างเป็น Zone III เพื่อให้ เป็นจุดที่รายละเอียดในที่มืดยังคงครบถ้วนจากนั้นไปดูที่ผนังปูนด้านหลังในส่วนที่สว่างจะเห็นว่ายังอยู่ ที่ Zone VII ซึ่งสามารถเห็นรายละเอียดในส่วนสว่างได้ชัดเจนภาพนี้จึงเลือกถ่ายที่ 1/2 sec. f/4 ได้เลย

หรือ

เป็นการวาง Zone โดยที่ให้ ส่วนของ ปูนด้านล่างวางไว้ที่ Zone 5 และ เลือกให้ผนังปูนส่วนมืดเป็น ให้เป็นรายละเอียดสุดท้ายในส่วนสว่าง ถ้าเลือกแบบนี้ ค่าที่ใช้ในการถ่ายภาพ นี้คือ 1/2 sec. f/2

วาง Zone V ที่ผนังปูนส่วนมืด ถ่ายที่ 1/2 sec. f/2

 

การวาง Zone ของแต่ละภาพ สามารถวางได้หลายแบบ และ หลายวิธีขึ้นอยู่กับจินตนาการของผู้ี่ที่ถ่ายภาพ ว่า ภาพสุดท้ายที่ต้องการอยากได้ภาพออกมาในลักษณะใด ทำให้การวาง Zone ค่อนข้างเป็นเรื่องเฉพาะตัว เพราะ ไม่จำเป็นที่ต้องยึดถึงความเป็นจริงมากนัก มักเป็นเรื่องของจินตนาการมากกว่า หรือ เรียกอีกอย่างว่า Visualization ของผู้ถ่ายภาพ

ภาพทั้ง 2 ภาพหลังจากผ่านกระบวนกาัรอัดออกมาแล้ว อาจจะได้ภาพที่มีความแตกต่างทั้งอารมณ์ และ รายละเอียด แต่ถ้าเป็นคนที่เข้าใจเรื่องภาพขาวดำแล้ว การวัดแสง และ การวาง Zone ทั้ง 2 แบบ สามารถทำให้ภาพครบทั้ง ส่วนที่ขาวสุด - ส่วนที่ดำสุด และ มี detail ครบทั้งภาพ แต่อาจจะมีขั้นตอนการอัดภาพที่ต่างกันไป ทำให้ การวาง Zone จำเป็นที่ต้องเข้าใจถึง system และ ความสามารถของ system ตัวเอง รวมถึง ความสามารถในการอัดรูปของตัวเองว่า สามารถไปถึงจุดหมายที่จินตนาการไว้ได้หรือไม่ และ เข้าใจได้ว่าจะไปถึงจุดหมายได้อย่างไรด้วย

สำหรับการวาง Zone จำเป็นที่จะต้องใช้เวลาในการฝึกสายตาพอสมควร กว่าที่จะสามารถวาง Zone ได้อย่างแม่นยำ และต้องใช้เวลาคิดค่อนข้างมาก ทำให้คนส่วนใหญ่ ไม่ค่อยนิยมนำมาใช้ ทั้งๆที่เป็นวิธีการที่แม่นยำและมีความถูกต้องสูงมาก

ส่วนที่ต้องระวังมากๆ คือ การวัดส่วนที่มืดเกินไป หรือ สว่างเกินไป ทำให้ช่วงต่างของแสง มีมากเกินกว่าที่จะสามารถเก็บได้หมดในสถานกา์ัรณ์ทั่วๆไป เช่น ส่วนที่เป็นแหล่งแสง , ส่วนที่เป็นแสงสะท้อน , ส่วนที่เป็นเงามืดมากๆ เป็นต้น

ข้อสำคัญของการวัดแสงคือ ต้องเข้าใจเครื่องวัดแสงของเราให้ดีที่สุด เช่น เครื่องวัดแสงของเราไวต่อสีอะไร และ ไม่ไวต่อสีอะไร เช่น ตามหลักแล้วถ้าวัดพื้นผิวใดๆ ถ่ายภาพพื้นผิวนั้นตามที่เครื่องวัดแสงของเรา่อ่านได้ ภาพที่ได้ ควรจะมีค่าเท่ากับ เทากลาง แต่ในความเป็นจริงแล้ว เครื่องวัดแสงที่ทำได้ ตามหลักการนี้ มีเพียงไม่กี่ตัวเท่านั้น และ ทำได้เพียงใกล้เคียง ไม่สามารถทำได้ 100% ยังมีความผิดพลาดไปบ้าง สำหรับสีบางสี เช่น สีแดงเข้ม

หากต้องการใช้ Zone system จริงๆ แนะนำให้ลองหา color chart มาทดสอบเครื่องวัดแสงด้วยว่า เครื่องวัดแสงของเรามีความสามารถแค่ไหน เพี้ยนมากน้อยแค่ไหน อย่างน้อยๆ สีที่วัดบ่อยๆ ควรจะได้ค่าที่แม่นยำมากพอที่จะใช้งาน

การวัดแสงทั้งหมด ที่กล่าวมาจะต้อง ใช้งานร่วมกับ system อื่นๆ ในระบบทั้งหมด รวมถึงการล้างฟิล์ม และ การอัดรูปด้วย จึงจะให้ผลที่ถูกต้อง ซึ่งจะกล่าวในบทต่อไป

 

!! no digital cameras here !!

[E-Gallery] [Articles] [Forum] [Photographers] [About Us]

All images in this website and their copyrights owned by photographers.

Do not copy or reprint the images without the expressed permission of the photographers.

Design and Articles are Copyright © 2002-2006 Black and White Rhapsodies Group.